เกี่ยวกับบริษัท
 
ประวัติความเป็นมาและพัฒนาการที่สำคัญ

บริษัท ฝาจีบ จำกัด (มหาชน)
บริษัท ฝาจีบ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ผลิตและจำหน่าย ฝาจีบ ฝาเกลียวกันปลอม ฝาแม็กซี่ ฝาพลาสติก และฝาคอมโพสิต สำหรับปิดผนึกขวดบรรจุเครื่องดื่มหลากหลายประเภท เช่น น้ำอัดลม นมถั่วเหลือง เบียร์ โซดา เครื่องดื่มบำรุงกำลัง น้ำผลไม้ สุรา ชา นำ้ดื่ม ซุปไก่สกัด รังนก และเวชภัณฑ์ บริษัท ฯ ก่อตั้งในปี 2511 โดยได้รับการสนับสนุนเทคโนโลยีการผลิตจากบริษัท เจแปน คราวน์คอร์ค จำกัด ซึ่งต่อมาเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2556 ได้เปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท นิปปอน โคลสเชอร์ส จำกัด (ในเครือของบริษัท โตโยไซกัน ไกชา จำกัด ซึ่งต่อมาในวันที่ 1 เมษายน 2556 ได้เปลี่ยนโครงสร้างและชื่อบริษัทเป็น บริษัท โตโยไซกัน กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด ) และด้วยกำลังการผลิตที่มีมากพอ บริษัทฯ จึงสามารถผลิตสินค้าที่มีคุณภาพสูง จำหน่ายให้กับลูกค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ ปัจจุบันบริษัทฯ มียอดขายมากกว่า 2,800 ล้านบาท ต่อปี

 
การเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการที่สำคัญ
ปี 2541
เดิมบริษัทฯ ถือหุ้นในบริษัท บางกอกแคน แมนนูแฟคเจอริ่ง จำกัด ร้อยละ 99.91 ต่อมาที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2541 วันที่ 16 มีนาคม 2541 อนุมัติให้บริษัท บางกอกแคน แมนนูแฟคเจอริ่ง จำกัด เพิ่มทุนจดทะเบียนจาก 483 ล้านบาทเป็น 1,450 ล้านบาท โดยออกหุ้นสามัญใหม่จำนวน 9.67 ล้านหุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท จัดสรรให้บริษัทฯ 9.66 ล้านหุ้น และที่เหลือสำหรับผู้ถือหุ้นเดิมรายอื่น บริษัทฯ เข้าซื้อหุ้นเพิ่มทุนในจำนวน 2.555 ล้านหุ้น และให้บริษัท โตโยไซกัน ไกชา จำกัด เป็นผู้ซื้อหุ้นเพิ่มทุนในส่วนที่บริษัทฯ สละสิทธิ์ ทำให้สัดส่วนการถือหุ้นของบริษัทฯ ในบริษัท บางกอกแคน แมนนูแฟคเจอริ่ง จำกัด ลดลงจากร้อยละ 99.91 เหลือร้อยละ 50.91 ของทุนจดทะเบียนชำระแล้ว

ที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ ครั้งที่ 5/2541 เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2541 ได้มีมติแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับของบริษัทฯ โดยเพิ่มจำนวนคณะกรรมการบริษัทฯ จากเดิม 11 ท่าน เป็น 15 ท่าน และได้อนุมัติให้บริษัทฯ โดยผู้ประเมินอิสระทำการประเมินราคาทรัพย์สินของบริษัทฯ เพื่อให้ราคายุติธรรม และเป็นราคาตลาด มีผลทำให้ราคาทรัพย์สินเพิ่มขึ้น ที่ดิน 464.2 ล้านบาท เครื่องจักร 1,319.1 ล้านบาท
 
ปี 2542
ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ ครั้งที่ 10/2542 เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2542 ได้มีมติอนุมัติให้เพิ่มทุนจดทะเบียนของบริษัทฯ อีกจำนวน 520 ล้านบาท แบ่งออกเป็นหุ้นสามัญจำนวน 52,000,000 หุ้น มูลค่าหุ้นที่ตราไว้ หุ้นละ 10 บาท จากทุนจดทะเบียนเดิมจำนวน 260 ล้านบาท เป็นทุนจดทะเบียนจำนวน 780 ล้านบาท
 
ปี 2543
จากการประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ ครั้งที่ 10/2542 ที่มีมติอนุมัติให้เพิ่มทุนจดทะเบียนของบริษัทฯ อีกจำนวน 520 ล้านบาท ในปี 2543 ที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2543 เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2543 ได้มีมติให้เแบ่งการจัดสรรหุ้นเพิ่มทุน 2 ครั้ง ดังนี้ี้
  • ครั้งที่ 1 จำนวน 26,000,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 10 บาท เสนอขายให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิม และบริษัทฯ ได้เรียกชำระค่าหุ้นแล้วจำนวน 260 ล้านบาท ในเดือนมีนาคม 2543
  • ครั้งที่ 2 จำนวน 26,000,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 10 บาท เสนอขายให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิม จากการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2543 ได้ขอเลื่อนการจัดสรรหุ้นเพิ่มทุนครั้งที่ 2 ออกไป แต่เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจไม่ดีจึงได้ขอเลื่อนวันปิดสมุดออกไปอีก
 
ปี 2544
บริษัทฯ ได้ย้ายสำนักงานและสายการผลิตที่โรงงานแจ้งวัฒนะ มาปฏิบัติงานรวมกันที่โรงงานรังสิต

บริษัทฯ ได้ขายเงินลงทุนของบริษัท บางกอกแคน แมนนูแฟคเจอริ่ง จำกัด จำนวน 7,091,000 หุ้น ให้แก่บริษัท โตโยไซกัน ไกชา จำกัด ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทฯ ทำให้สัดส่วนของเงินลงทุนของบริษัทฯ ในบริษัท บางกอกแคน แมนนูแฟคเจอริ่ง จำกัด ลดลงจากร้อยละ 50.91 เหลือร้อยละ 2 ของทุนจดทะเบียน

บริษัทฯ ได้ขายอาคารและเครื่องจักรที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจผลิตฝากระป๋องและกระป๋อง 3 ชิ้น ให้แก่ บริษัท โตโยไซกัน ไกชา จำกัด
 
ปี 2545 - ปี 2546
ไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญในปี 2545 -2546 นอกจากการปรับปรุงการบริหารจัดการให้สอดคล้องกับการขายเงินลงทุนและทรัพย์สินบางส่วนเพื่อแก้ไขปัญหาภาระหนี้สินในปี 2544
 
ปี 2547 - ปี 2548
บริษัทฯ รับโอนที่ดินและโครงการจัดสรรบ้านปัณชญา ตั้งอยู่ที่ถนนรังสิต-นครนายก ตำบลลำผักกูด อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี เพื่อชำระหนี้จากบริษัท ฝาจีบสินทรัพย์อุตสาหกรรม จำกัด และบริษัท ทรัพย์สินฝาจีบ จำกัด ซึ่งได้ปิดกิจการลงในปี 2547 และปี 2548 ตามลำดับ

ขายที่ดินแจ้งวัฒนะ เนื้อที่ 12 ไร่ 3 งาน พร้อมอาคารสิ่งปลูกสร้างให้กับ บริษัท เอกชนรายหนึ่ง ในราคา 260,000,000 บาท
 
ปี 2549
ไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญในปี 2549
 
ปี 2550
ที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2550 เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2550 ได้มีมติที่สำคัญดังนี้
  • อนุมัติให้บริษัทฯ โอนทุนสำรองทั่วไปจำนวน 100,000,000 บาท ทุนสำรองตามกฎหมายจำนวน 26,000.000 บาท และส่วนเกินมูลค่าหุ้นจำนวน 340,285,000 บาท มาชดเชยผลขาดทุนสะสมที่แสดงในงบการเงิน ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2549 จำนวน 466,285,000 บาท
  • อนุมัติการลดทุนจดทะเบียนจากเดิม 780 ล้านบาท เป็น 520 ล้านบาท โดยการตัดหุ้นสามัญจดทะเบียนที่ยังมิได้นำออกจำหน่ายจำนวน 26 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 10 บาท คิดเป็นจำนวนเงิน 260 ล้านบาท ซึ่งจัดสรรไว้เพื่อเสนอขายให้ผู้ถือหุ้นเดิมตามมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2543
  • อนุมัติการเพิ่มทุนจดทะเบียนจำนวน 8,000,000 บาท โดยการออกหุ้นบุริมสิทธิ จำนวน 800,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 10 บาท จากทุนจดทะเบียนเดิม 520,000,000 บาท เป็นทุนจดทะเบียน 528,000,000 บาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญจำนวน 52,000,000 หุ้น และหุ้นบุริมสิทธิจำนวน 800,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 10 บาท โดยหุ้นบุริมสิทธิดังกล่าวเป็นหุ้นบุริมสิทธิชนิดระบุชื่อผู้ถือและมีสิทธิได้รับเงินปันผลร่วมกับหุ้นสามัญในอัตราเดียวกับหุ้นสามัญ และมีสิทธิได้รับเงินปันผลเพิ่มอีกหุ้นละ 1.50 บาท ทั้งนี้หุ้นบุริมสิทธิเป็นชนิดไม่สะสมเงินปันผล อีกทั้งมีสิทธิออกเสียงลงคะแนนเช่นเดียวกับหุ้นสามัญและมีสิทธิแปลงเป็นหุ้นสามัญได้ ในอัตราหุ้นบุริมสิทธิ 1 หุ้นต่อหุ้นสามัญ 1 หุ้น พร้อมทั้งอนุมัติให้จัดสรรหุ้นดังกล่าวให้กับผู้ถือหุ้นเดิม ในอัตราส่วน 65 หุ้นสามัญเดิมต่อ 1 หุ้นบุริมสิทธิใหม่ ในราคาเสนอขายหุ้นละ 76 บาท ในกรณีที่มีหุ้นเหลือจากการเสนอขายให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิม บริษัทฯ อาจเสนอขายหุ้น ส่วนที่เหลือดังกล่าวให้กับบริษัท เจแปนคราวน์คอร์ค จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่เกี่ยวข้องกันในราคาหุ้นละ 76 บาท ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้รับชำระค่าหุ้นเต็มมูลค่าแล้ว คิดเป็นเงินจำนวน 60.8 ล้านบาท และทางตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้อนุมัติให้รับหุ้นบุริมสิทธิของบริษัทฯ เป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2550
 
บริษัทฯ ได้จำหน่ายอาคารคลังสินค้าอัตโนมัติและอุปกรณ์ ให้กับบริษัท บางกอกแคน แมนนูแฟคเจอริ่ง จำกัด ในราคา 62 ล้านบาท และได้โอนกรรมสิทธิ์ให้แก่บริษัทดังกล่าว เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2550
 

ปี 2551
ที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2551 เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2551 ได้มีมติอนุมัตินโยบายการจ่ายเงินปันผลของบริษัทฯ เป็นไม่เกินร้อยละ 50 ของกำไรสุทธิประจำปี และอนุมัติให้จ่ายเงินปันผลสำหรับผลประกอบการ ประจำปี 2550 โดยจ่ายให้หุ้นสามัญในอัตราหุ้นละ 0.67 บาท และจ่ายให้หุ้นบุริมสิทธิในอัตราหุ้นละ 2.17 บาท รวมจำนวนที่จ่ายคิดเป็นร้อยละ 25.76 ของกำไร

 

ปี 2552
ที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2552 เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2552 ได้มีมติอนุมัติให้บริษัทฯจ่ายเงินปันผลสำหรับผลประกอบการ ประจำปี 2551 โดยจ่ายให้หุ้นสามัญในอัตราหุ้นละ 0.77 บาท และจ่ายให้หุ้นบุริมสิทธิในอัตราหุ้นละ 2.27 บาท รวมจำนวนที่จ่ายคิดเป็นร้อยละ 25.71 ของกำไรสุทธิ   ผู้ถือหุ้นได้ขอแปลงสภาพหุ้นบุริมสิทธิเป็นหุ้นสามัญจำนวน 12 หุ้น   ทำให้จำนวนหุ้นสามัญเพิ่มขึ้นเป็น 52,000,012 หุ้น และหุ้นบุริมสิทธิลดลงเหลือ  799,988 หุ้น

ปี 2553
แก้ไขเพิ่มเติมหนังสือบริคณห์สนธิ ข้อ.4 ของบริษัทฯ เพื่อให้สอดคล้องกับจำนวนหุ้นสามัญและหุ้นบุริมสิทธิที่มีการเปลี่ยนแปลง เป็น

    ข้อ 4. ทุนจดทะเบียนจำนวน

528,000,000

บาท

(ห้าร้อยยี่สิบแปดล้านบาท)

             แบ่งออกเป็น

52,800,000

หุ้น

(ห้าสิบสองล้านแปดแสนหุ้น)

             มูลค่าหุ้นละ

10

บาท

(สิบบาท)

             โดยแยกออกเป็น

             หุ้นสามัญ

52,000,012

หุ้น

(ห้าสิบสองล้านสิบสองหุ้น)

             หุ้นบุริมสิทธิ

799,988

หุ้น

(เจ็ดแสนเก้าหมื่นเก้าพันเก้า ร้อยแปดสิบแปดหุ้น)

ปี 2554
ไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญในปี 2554 นอกจากนี้บริษัทฯ ได้ซื้ออาคารคลังสินค้าอัตโนมัติและอุปกรณ์ จากบริษัท บางกอกแคน แมนนูแฟคเจอริ่ง จำกัด ในราคา 45,422,145 บาท และได้รับโอนกรรมสิทธิ์จากบริษัทดังกล่าว เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2554

ปี 2555
บริษัทฯ ได้เพิ่มทุนใน บริษัท เพชรแพค จำกัด จำนวน 2 ครั้ง รวม 180,000 หุ้น ราคาหุ้นละ 450 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 81 ล้านบาท ทำให้บริษัทฯ มีหุ้นในบริษัท เพชรแพค จำกัด เพิ่มขึ้นเป็น 260,000 หุ้น คิดเป็นร้อยละ 18.6 ของหุ้นทั้งหมด

ปี 2556
บริษัท โตโย ไซกัน ไกชา จำกัด ได้เปลี่ยนโครงสร้างและชื่อบริษัทเป็น บริษัท โตโย ไซกัน กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด และได้โอนหุ้นทั้งหมดของบริษัท ฝาจีบ จำกัด (มหาชน) ) จำนวน 5,280,000 หุ้น หรือคิดเป็นร้อยละ 10 ของหุ้นทั้งหมดให้กับบริษัท โตโย ไซกัน จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อย และถือหุ้นโดยบริษัท โตโย ไซกัน กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัดทั้งหมด ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2556

บริษัท เจแปน คราวน์คอร์ค จำกัด ผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทฯ จำนวน 19,843,338 หุ้น หรือคิดเป็น ร้อยละ 37.58 ของหุ้นทั้งหมด ได้เปลี่ยนชื่อบริษัทเป็นบริษัท นิปปอน โคลสเชอร์ส จำกัด ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2556

บริษัทฯ ได้ขายหุ้นใน บริษัท เพชรแพค จำกัด จำนวน 120,000 หุ้น ในราคาหุ้นละ 483.48 บาท ให้กับบริษัท โตโย ไซกัน กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด ทำให้บริษัทเหลือหุ้นในบริษัท เพชรแพค จำกัด จำนวน140,000 หุ้น หรือคิดเป็น ร้อยละ 10.0 ของทุนจดทะเบียน

ปี 2557
บริษัท ได้ร่วมลงทุนกับบริษัท นิปปอน โคลสเชอร์ส จำกัด และ Davlyn Steel Corporation (Hong Kong) Co., Ltd. ตั้งบริษัท PT. Indonesia Caps and Closures ผลิตฝาในประเทศอินโดนีเซีย ทุนจดทะเบียน 5,750,000 ดอลล่าร์สหรัฐ โดยถือหุ้น จำนวน 14,375 หุ้น หรือคิดเป็นร้อยละ 25 ของทุนจดทะเบียน

ปี 2558
ไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญในปี 2558